Mosuo - The Women’s Kingdom


“ใครพูดได้ ต้องร้องเพลงได้ .. เดินได้ ต้องเต้นรำได้ .. ใครมาจากไหน มาถึงก็เป็นเพื่อนเรา”

จาก: งานจัดเก็บสารสนเทศ จากพระราชนิพนธ์ชุดเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ในสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี คือ คำขวัญของชาวเผ่าโม่ซัว (หรือเผ่ามั่วซั่วที่คนไทยเรียกกัน)

ชนเผ่าโม่ซัวเป็นชนเผ่าเล็ก ๆ อาศัยอยู่ตรงช่วงรอยต่อระหว่างมณฑลยูนนานและมณฑลเสฉวน รอบบริเวณทะเลสาบหลูกู เพิ่งถูกค้นพบโดยรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์เมื่อปี 1956 ที่ผ่านมานั่นเอง เสน่ห์ที่ทำให้ชนเผ่าโม่ซัวมีความแตกต่างและน่าค้นหามากที่สุด เป็นเรื่องของการ “แต่งงาน” เพราะชนเผ่านี้ไม่มีการแต่งงานนั่นเอง ไม่มีสามี ไม่มีภรรยา ไม่มีพ่อ มีแต่แม่เท่านั้น ถ้าอย่างนั้นจะอยู่กันเช่นไร ดำเนินชีวิตแบบไหน แล้วสืบทายาทอย่างไร ขอเชิญมาร่วมค้นพบคำตอบด้วยกัน

การสืบทอดทายาททางบุตรชาย และสิทธิพิเศษต่าง ๆ มากมายต่างตกเป็นของผู้ชายนั้นเป็นวัฒนธรรมแห่งประเทศจีนอันมีมานาน หากแต่ชนเผ่าโม่ซัวที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบหลูกูนั้น ธรรมเนียมพลิกกลับ 180 องศา ยังคงใช้ขนบดั้งเดิมก่อนเข้าสู่ยุคเพศชายเป็นใหญ่ ชนเผ่านี้มีผู้หญิงเป็นผู้นำ หัวหน้าครอบครัวคือ คุณยายหรือยายทวด และสืบทอดรุ่นต่อรุ่นโดยผู้หญิง เมื่อชาย-หญิงมีอายุครบ 13 ปี จะเข้าสู่พิธีการเพื่อเป็นผู้ใหญ่ เมื่อผ่านพิธีการแล้วสามารถหาคู่รักหรือคู่ครองได้ ฝ่ายหญิงจะได้ห้องนอนและเตียงเป็นของตัวเอง หากแต่ฝ่ายชายไม่มีเตียงเป็นของตัวเองในบ้าน ดังนั้นจึงต้องไปหาเตียงข้างนอกด้วยตนเอง

วิธีการหาคู่แบบคลาสสิกของชนเผ่านี้ คือ “ระบำรอบกองไฟ” นั่นเอง หากพบคนที่ต้องตาถูกใจก็จะใช้วิธีการ “สะกิดมือ” ระหว่างที่จับมือเต้นรอบกองไฟกัน หากฝ่ายหญิงมีใจให้และตอบรับ ก็จะสะกิดมือนั้นกลับไป (โอเค คืนนี้เจอกันได้)

ก่อนไปหาจะต้องดื่มสุราเรียกขวัญและกำลังใจกันก่อน หลังเที่ยงคืนชายหนุ่มก็จะมาหาหญิงสาวที่หมายปองไว้ และเมื่อมาถึงก็ต้องนำกระดูกไก่มาให้สุนัขของบ้านนั้น หรือใช้วิธีตามความถนัดเพื่อให้สุนัขเชื่องไม่เห่าและไม่กัดตัวเอง จากนั้นจึงใช้วิธีเรียกหาหญิงสาวด้วยการปาก้อนหินใส่หน้าต่าง หากหน้าต่างบานนั้นแง้มออกมาแล้วใช่เธอคนนั้น และหญิงสาวไม่ปิดหน้าต่างกลับไป หมายความว่าผู้ชายสามารถปีนบ้านเข้าทางหน้าต่างได้เลย แต่แน่นอนว่าห้องของเธออยู่สูงไม่ใช่น้อย เพราะห้องของผู้หญิงอยู่ที่ชั้น 2 ก็ต้องอาศัยความสามารถและความพยายามปีนบ้านด้วยมือเปล่ากันให้ได้ เป็นการทดสอบใจจริงอีกทางหนึ่ง เมื่อปีนขึ้นมาถึงหน้าต่างแล้ว ผู้ชายจะถอดหมวกและแขวนไว้ข้างหน้าต่างเป็นการบอกให้ชายอื่นรู้ว่า ห้องนี้มีหนุ่มเข้าแล้ว เชิญไปหาที่อื่นได้เลย และเมื่อใกล้เช้า (ประมาณตี 4) ผู้ชายจะต้องออกทางหน้าต่างเดิม เพื่อกลับไปยังบ้านของตนเอง ไม่อยู่ถึงเช้า ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ ดำรงกันเป็นกิจวัตร และสามารถเปลี่ยนคู่รักได้หากไม่มีใจให้กันแล้ว

ธรรมเนียมนี้จะเรียกกันว่า อาสู-อาเซี่ย (คนรักผู้ชาย-คนรักผู้หญิง) เมื่อมีทายาท เด็กจะตกเป็นสมบัติของฝ่ายหญิงเท่านั้น พ่อของเด็กไม่ต้องมาเลี้ยงดูก็ได้ และอาสูจะไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งกับทางครอบครัวฝ่ายหญิง ดังนั้นเด็กบางคนไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใครก็มี เพราะผู้ชายต้องทำงานให้กับบ้านแม่ของตน และคอยดูแลลูกหลานที่เกิดในครอบครัวของตนเอง ทางฝ่ายหญิงก็มีลูกหลานและญาติของตนเอง คอยช่วยเหลือกันและกันอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่มีใครจากบ้านตนไปอยู่ที่อื่นใด คู่รักจึงไม่มีการใช้ชีวิตร่วมกันในยามกลางวัน แต่จะไปสานต่อกันยามค่ำคืน ดังนั้นวิถีชีวิตแบบนี้จึงไม่มีการทะเลาะกันภายในบ้าน ไม่มีเรื่องดราม่าระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้ ไม่มีการทะเลาะกันระหว่างสามีภรรยา มีแต่ความอิสระเสรีและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แต่ในความอิสระนั้นก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนคู่กันง่าย ๆ ชนเผ่าโม่ซัวโดยส่วนใหญ่แล้วเชื่อมั่นในความรักที่มาจากใจอันบริสุทธิ์ เหมือนดั่งเนื้อคู่ที่เกิดมาเพื่อกันและกัน บางคนจึงไม่เปลี่ยนคู่ของตนเลย และหากฝ่ายชายอยากมีส่วนร่วมในการอบรมลูกของตนก็ทำได้ โดยการนำของขวัญไปมอบให้กับครอบครัวของฝ่ายหญิง เมื่อเป็นที่ยอมรับแล้วก็สามารถเดินเข้าออกทางประตูได้ แต่เรื่องการค้างคืนก็จะต้องทำเช่นเดิม และไม่ว่าอย่างไรลูกก็จะไม่เรียกพ่อของตนว่า “พ่อ” แต่จะเรียกว่า “ลุง” หรือ “อา”

แล้วถ้าหากคนจากนอกหมู่บ้าน เป็นคนต่างเผ่าล่ะ จะสามารถรักคนในเผ่าโม่ซัวและใช้วิถีแบบชนเผ่านี้ได้หรือไม่? สามารถร่วมค้นหาคำตอบ และเสน่ห์ที่ควรแก่การไปสัมผัสด้วยตัวเองกับเรา “วีคเอนท์ ทัวร์”

 
       
  ITD OMT  
  Copyright © 2009-2016 by Weekend Tours and Cargo Service, All Right Reserved
Tel. 02-7120080-9 Email : info@weekend-tours.co.th